ปลูกบ้านทับที่ชาวลับแล
บ้านคือวิมานของเรา มีคนเคยกล่าวไว้เช่นนี้ คงเคยได้ยินกันมาบ้างแล้ว ในเดือนสิงหาคม 2556 ผมได้รับโทรศัพท์จากคนที่ผมนับถือท่านหนึ่ง ได้ฟังน้ำเสียงแล้ว แสดงถึงความสงสัยปนตกใจ ท่านเล่าให้ผมฟังว่า ท่านมีญาติคนหนึ่ง ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านได้ไม่นาน เมื่อครั้นเข้าไปอยู่ภายในบ้านก็เกิดความรู้สึกว่ามีใครสักคนอยู่ภายในบ้านด้วย ระยะเวลาก็ร่วงเลยมาสักพัก ความรู้สึกว่ามีใครสักคนอยู่ภายในบ้านก็ยังคงอยู่ยังไม่หายไปไหน ท่านให้ผมช่วยดูให้ที ผมบอก”ว่าให้เขาโทรหาผมได้เลย”สักพักเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง เสียงทางปลายสายเป็นผู้หญิง เธอชี้แจงว่าเธอเป็นใคร มาจากไหน ใครให้โทรหา เมื่อผมทราบข้อมูลแล้วจึงสอบถามรายละเอียด เธอเล่าว่า… ได้ปลูกบ้านบนพื้นที่ ที่ได้ซื้อไว้ เดิมพื้นที่ตรงนี้เป็นป่าต้นธูปฤาษี เธอจึงจัดการปรับสภาพโดยถมดินให้เสมอถนน ต่อจากนั้นปลูกบ้านบนเนื้อที่ของเธอ ปลูกบ้านเสร็จ เธอกับสามีพร้อมกับลูกๆก็ย้ายเข้าไปอาศัยอยู่ พอเข้าไปอยู่ก็รู้สึกทันทีว่า เหมือนมีคนเดินอยู่ในบ้าน ทั้งที่ไม่เห็นตัว ใจก็ไม่คิดอะไร ได้แต่เก็บความรู้สึกไว้ ระยะเวลาดำเนินไปได้สักระยะ ความรู้สึกที่ว่ามีคนอยู่ภายในบ้านก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม ประจวบกับลูกของเธอวัย 3 ขวบ มองเห็นคนสวมชุดขาวเดินอยู่ในบ้าน โดยได้บอกกับเธอพร้อมกับชี้มือให้ดูใหม่ๆเธอก็ไม่คิดอะไรมาก คิดว่าเด็กก็พูดตามประสา แต่คราวนี้ ชักมีความถี่ขึ้น เธอจึงปรึกษาสามี สามีของเธอก็พูดออกมาว่า เขาก็รู้สึกเหมือนกัน รู้สึกตั้งแต่เข้ามาในบ้านนี้ เวลาที่อยู่กับลูก ลูกก็บอกอย่างนี้เหมือนกัน เอาละซิ! ด้วยความกังวลใจ จึงโทรปรึกษาผู้ใหญ่ท่านนี้ ท่านจึงแนะนำให้คุยกับผม เมื่อผมรู้เรื่องราวทั้งหมดจึงขอเวลา เพื่อรวบรวมสมาธิในการหาข้อเท็จจริง เกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ในที่สุดก็ได้คำตอบ ผมจึงบอกตามความรู้สึกที่สัมผัส สาเหตุที่เกิดเหตุการณ์อะไรแบบนี้ เพราะตอนที่จัดการกับที่ดินไม่มีการบอกกล่าวเจ้าที่ บอกกล่าวผู้ที่อาศัยอยู่แต่เก่าก่อน อีกอย่างที่สำคัญ คือ พื้นที่นี้มีหมู่บ้านของชาวทิพย์ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อของเมืองบังบด หรือเมืองลับแล จึงทำให้เกิดการทับซ้อนกันระหว่างบ้าน ซึ่งชาวทิพย์เองเขาอยู่ภายในบ้านเขา แต่บังเอิญเราปลูกบ้านทับไปบนบ้านของเขา เราก็เลยพบเขา อยู่ภายในบ้านของเรา จริงๆแล้วเรานั้นแหละที่ปลูกบ้านทับบนบ้านเขา เราก็อยู่ในบ้านเราเขาก็อยู่ในบ้านเขา ซึ่งจริงๆ ก็เป็นการต่างคนต่างอยู่ แต่บังเอิญเราไปรับรู้หรือเห็นเขาเอง หากจะถามว่าเขามาทำร้ายอะไรเราไหม ตอบได้ว่าป่าวเลย ชาวทิพย์เขามีศีลบริสุทธ์กว่าเราอีก มีทางแก้ไขไหมค่ะ ทางปลายสายถาม? มีทางครับผมตอบ อาจารย์แก้ไขให้หน่อยนะค่ะ ได้ครับผมรับปาก วิธีแก้ไขให้ทำตามนี้นะครับ
1.จุดธูปกลางลานบ้านขอขมาเจ้าที่และผู้ที่เราล่วงเกินไว้
2.อุทิศบุญให้กับทุกท่านที่ได้ล่วงเกิน
3.อุทิศบุญให้กับทุกวิญญาณที่อยู่ภายในบ้านข้าฯ
4 ขออนุญาตย้ายหมู่บ้านของชาวเมืองทิพย์ ดังนี้เพื่อความเหมาะสมก็แล้วกัน เดี๋ยวหนูจะทำตามที่อาจารย์แนะนำนะค่ะ
เวลาก็ล่วงเลยไปเกือบเดือน ผมได้ยินเสียงโทรศัพท์ดัง หยิบขึ้นมาดูเบอร์เห็นเบอร์โทรศัพท์ของทางปลายสายมองดูคุ้นๆตา ผมจึงรีบรับสาย ก็ได้ยินเสียงจากปลายสายว่า (ผมขออนุญาตใช้ชื่อแทนว่าคุณปราง)
ปราง : อาจารย์ค่ะ หนูดำเนินการตามที่อาจารย์แนะนำแล้วไม่เห็นได้ผลเลย
ผม : ดำเนินการอย่างไรหละ
ปราง : เมื่อหนูคุยกับอาจารย์เสร็จ สามีหนูก็ไปหาร่างทรงให้มาช่วยแก้ไขปัญหาให้
ผม : แล้วเป็นอย่างไรต่อ
ปราง : ร่างทรงก็มาดู เขาขอค่าทำพิธีหนึ่งหมื่นบาท เขาบอกว่าที่แข็งมาก
ผม : ไม่แข็งได้อย่างไร ก็พื้นเป็นปูนนิไม่เชื่อเอาจอบขุดดูสิ
ปราง : (หัวเราะ) ด้วยความอยากให้บ้านสงบ หนูจึงส่งเงินให้เขาหนึ่งหมื่นบาท
ผม : แล้วเหตุการณ์เป็นอย่างไร
ปราง : อีก 2 วันนับจากนั้น ร่างทรงก็มาพร้อมกับเตรียมพิธี มีเครื่องบวงสรวง มีบายศรี มีของใช้ในพิธีดูศักดิ์สิทธิ์ดี
ผม : ก็ดีนะ
ปราง : ร่างทรงก็ประทับทรง เพื่อทำพิธี แต่ประทับพักเดี่ยวร่างทรงทำท่าไม่สู้จะดี ตัวงอ เหมือนเจ็บปวด สักพักเขาก็ลุกขึ้นยืนตัวตรง ดูท่าทางมีสง่า พูดออกมาด้วยน้ำเสียงอันดังฟังดูมีอำนาจว่า คนอย่างนี้หรือจะมาทำอะไรได้ ทางที่ดีอย่ามายุ่งจะดีกว่า
ผม : แล้วเหตุการณ์เป็นอย่างไรต่อ
ปราง : ต่อจากนั้นร่างทรงก็ล้มเลยค่ะ แล้วก็รู้สึกตัวตื่นมาพร้อมเหงื่อที่ไหลเต็มหน้า เขายังบอกอีกว่า เจ้าที่แรงจริงๆ เขาคงทำให้ไม่ได้ แล้วก็เดินทางกลับ
ผม : แล้วเป็นอย่างไรต่อ
ปราง : ไม่รู้จะทำอย่างไร จึงต้องย้ายไปเช่าบ้านอยู่ มีบ้านแต่ไม่อยู่ อยู่ไม่ได้ อาจารย์ช่วยด้วย
ผม : ผมจะทำอะไรได้ขนาดร่างทรงยังทำอะไรไม่ได้เลย ผมไม่มีฤทธิ์เดชอะไรจะมีปัญญาแก้ได้ไงกัน
ปราง : ไม่รู้ค่ะ อย่างไรอาจารย์ต้องช่วยให้ได้
ผม : เอ้า! จะช่วยยังไง
ปราง : อาจารย์ต้องช่วย
ผม : เอ้า! ลองดู
ปราง : แล้วต้องรับอาจารย์มาบ้านไหมค่ะ เพราะตอนนี้ไม่ได้นอนที่บ้าน
ผม : ไม่ต้องยุ่งยากหรอก แค่บอกเลขที่บ้าน และส่งภาพบ้านมาก็พอครับ
ปราง : ถ้าอย่างนั้นฝากอาจารย์ด้วยนะคะ
ผม : ได้ แล้วผมจะส่งข่าวไป
เมื่อผมได้รับปากภาระกิจก็เริ่มต้นขึ้น ผมอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด เพื่อดำเนินการ เมื่ออาบน้ำเสร็จ มานั่งยังห้องพระเพื่อดำเนินการตามภาระกิจ สวดมนต์ไหว้พระแล้วกำหนดจิตอย่างเคย ภาพที่พบคือ หมู่บ้านของชาวลับแลบังบด ชาวบ้านแต่งกายด้วยชุดสีขาว สะอาดตา ผิวพรรณดี ร่าเริง ยิ้มแย้มแจ่มใส ผมจึงกำหนดจิตเพื่อขอพบผู้ปกครองหมู่บ้าน โดยผมไม่ลืมอุทิศบุญเพื่อแสดงการคารวะด้วยความจริงใจ ไม่นานจิตผมก็ได้สัมผัสกับดวงจิตที่ดูแล้วมีบารมี มีอำนาจ ผมอุทิศบุญอีกครั้งเพื่อแสดงความเป็นมิตร และไมตรี (แทนตัวท่านว่าท่านพญา อดีตท่านเป็นพญา)
ท่านพญา : มีธุระเรื่องใดกับเรา
ผม : ผมขออุทิศบุญให้แด่ท่านครับ
ท่านพญา : ดีจัง โมทนา สาธุ
ผม : ที่ผมมาพบกับท่านในวันนี้ก็เพราะเจ้าของบ้านที่ปลูกบนที่ของท่านนี้วานให้มาครับ
ท่านพญา : แล้วมีเรื่องอันใด
ผม : ก็เหตุที่ว่าเขาไม่สบายใจที่ไปปลูกบ้านบนที่ของท่าน
ท่านพญา : มันเป็นเหตุบังเอิญจริงๆ ซึ่งต่างคนก็ต่างอยู่
ผม : ใช่ครับ เป็นเหตุที่เหนือความคาดคิด ท่านมีข้อคิดเห็นประการใด
ท่านพญา : ข้าไม่มีข้อคิดเห็นอย่างไร ส่วนเจ้ามีข้อคิดอย่างไรล่ะ
ผม : ผมคิดว่า ควรจะย้ายออกจากกัน เพื่อความสะดวกและความสบายใจ แต่จะให้คนย้ายบ้านก็คง ลำบากพอสมควร
ท่านพญา : งั้น เจ้าจะให้พวกข้าย้ายรึ พวกข้าอยู่ตรงนี้มาเป็นร้อยปีกันแล้ว
ผม : ผมก็ไม่ได้จะให้ท่านไปไหน
ท่านพญา : แล้วจะให้ข้าทำอย่างไร
ผม : ผมจะสร้างหมู่บ้านให้ท่านใหม่ และย้ายหมู่บ้านของท่านมาอยู่ตรงบริเวณพี้นที่ว่างอยู่ ท่านตกลงไหม
ท่านพญา : หากเจ้าทำได้อย่างที่พูด ข้าและลูกบ้านของข้า จะยอมย้ายตามที่เจ้าขอ
ผม : เอาอย่างนั้นก็ได้ “ข้าพเจ้าขออำนาจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โปรดดลบันดาล ให้บุญของข้าพเจ้ากลายเป็นหมู่บ้านเมืองลับแลบังบด เพื่อชาวลับแลบังบดได้พักอาศัย และย้ายหมู่บ้านของพวกเขาให้มาอยู่บิรเวณที่ว่างด้วยเทอญ” พลันก็ปรากฎหมู่บ้านให้ชาวลับแลได้อาศัย
ท่านพญา : ดีจริง สวยงามกว่าที่เป็นอยู่นี่อีก
ผม : ตกลงท่านจะย้ายตามที่ท่านบอกไว้ไหม?
ท่านพญา : เอ้า! ย้ายก็ย้าย
ผม : ผมขออธิษฐานบุญให้ท่าน อีกทั้งบริวารของท่านด้วยเทอญ
ท่านพญา : ขอบใจเธอมาก ต่อไปเราคงอยู่กันอย่างสงบอีกครั้ง
ผม : สาธุ…
หลังจากดำเนินภาระกิจเรียบร้อย ผมก็โทรไปแจ้งข่าวแก่คุณปรางว่าเรียบร้อยแล้ว มีข่าวอะไรให้แจ้งมาด้วย ผลปรากฏว่าเวลาผ่านพ้นไปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็หายไปอย่างไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน
**ภณทัต แสนสัมฤทธ์***

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here