หน้าแรก เห็นกรรม อาจารย์สร้างกุมารทอง ต้องมาเป็นกุมารทองเสียเอง จากผลกรรมอะไรมาดูกัน

อาจารย์สร้างกุมารทอง ต้องมาเป็นกุมารทองเสียเอง จากผลกรรมอะไรมาดูกัน

436
0

          คำว่ากุมารทอง หากพูดออกไปน้อยคนนักที่ไม่รู้จักหลายคนคงนึกถึงรูปปั้นของเด็กหน้าตาน่ารักไว้ผมจุก มีหลากหลายไม่ว่าจะเป็น รักยมกุมารทอง ตามร้านค้า ร้านขาย ก็มีให้พบเห็นอยู่บ่อยๆในปัจจุบันนี้เองก็มีเกจิอาจารย์หลายๆท่านก็สร้างกุมารทองออกมาให้เช่าบูชากันอย่างมากมาย ขนาดเล็กใหญ่ ก็ขึ้นอยู่กับอาจารย์แต่ละท่าน ส่วนสูตรในการสร้างก็มีมากมายหลายหลากตำราในสูตรที่ผมรู้ ก็จะใช้คาถาเรียกธาตุทั้ง 4 ให้เกิดกำเนิดเป็นกายขึ้นมาต่อจากนั้นก็จะใช้คาถาเรียกดวงจิตให้มาสถิตยังรูปที่ได้ใช้คาถาเรียกเนื้อไว้แล้วประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ใช้คาถาเรียกดวงจิตให้เข้ามาสถิตนี้แหละเพราะดวงจิตไม่สามารถใช้คาถาสร้างให้เป็นดวงจิตขึ้นมาได้ต้องใช้ดวงจิตของวิญญาณที่อยู่ในบริเวณที่ใกล้เคียงกับจุดทำพิธี เมื่อผู้สร้างท่องคาถาเพื่อทำการเรียกดวงจิตให้มาประจำยังรูปปั้นกุมารทอง วิญญาณต่างๆไม่ว่าเป็นแมลง สัตว์ หรือบางที่ก็จะเป็นมนุษย์ จะถูกดึงด้วยพลังของคาถาให้มาสถิตอยู่ณ  รูปปั้นกุมารนั้นๆดวงจิตของผู้ที่ถูกดึงออกมาจากสภาพเดิมก็กลับกลายเป็นเด็กที่มีรูปร่างเหมือนกุมารทองดวงจิตนั้นก็จะถูกผูกติดรูปกุมารทองนั้นตลอดไปบางองค์ที่ผมเคยพบก็มีอายุเป็นร้อยปีเหมือนกันดวงจิตที่อยู่ในรูปของกุมารก็จะอยู่อย่างนั้นไม่สามารถไปไหนได้จนกว่ารูปนั้นจะสลายหรือถูกปลดปล่อยให้เป็นอิสระ บางท่านจะสังเกตว่า เมื่อได้กุมารทองมาเลี้ยงดูเหมือนมีคนวิ่งเล่นแต่เมื่อเข้าไปดูก็ไม่พบอะไรผิดแปลกไป

                เท่าที่ผมกล่าวมาบางท่านคงคิดว่าเอ๊ะ! เกี่ยวกันตรงไหนที่จะผิดหรือมีกรรมตรงไหน เดี๋ยวผมจะเล่าเรื่องให้ฟัง    เรื่องมีอยู่ว่า ประมาณกลางเดือนตุลาคม 2555ที่ผ่านมานี่เองผมนั่งทำงานอยู่ในห้องทำงาน บรรยากาศก็ดีเงียบๆ กว่าปกติลมก็ดูสงบอย่างไรชอบกล ผมเองก็ไม่คิดอะไรมากเพราะผมคิดว่า “เป็นเรื่องปกติน่าคงไม่มีอะไรพิเศษละมั๊ง” แต่ความรู้สึกของผมเหมือนเวลาเดินช้าจังแต่เมื่อผมหันไปดูนาฬิกาที่แขวนอยู่ที่ผนังที่ดังติ๊กต๊อกอยู่ตลอดเวลาเข็มเวลาเข็มสั้นชี้ไปที่เลข 3 และเข็มยาวเกือบชี้ไปที่เลข 6บ่งบอกว่าตอนนี้เวลาบ่าย 3 โมงครึ่งมันก็คงเหมือนกันกับวันที่ผ่านๆมาคือคงไม่มีเหตุการณ์อะไรที่ผิดปกติจากเดิม  แต่ที่ไหนได้ ลมที่สงบเสียงที่เงียบจนได้ยินเสียงเดินติ๊กต๊อก ของนาฬิกาที่แขวนอยู่บนฝาผนัง ก็มีเสียงลมพัดจนใบไม้กระทบกันพร้อมกันกับเสียงนกพิราบกระพือปีกอย่างตกใจแทบกระจายไปคนละทิศละทางจนทำลายความเงียบในทันใด“คงไม่มีอะไรหรอกมั้ง” ผมคิดแต่ที่ไหนได้ผมรู้สึกถึงการเข้ามากระทบในดวงจิตของใครบางคนจนทำให้ผมต้องรู้สึกขนลุกไปทั้งแขน อย่างนี้ต้องมีอะไรไม่ธรรมดาแน่ก็จริงดังคิดเสียด้วยมีเสียง เสียงหนึ่งดังมาจากข้างๆตัวผม ว่า “ช่วยด้วยผมได้ยินชัดมาก ผมกำหนดจิตอย่างเป็นอัตโนมัติพร้อมกันนั้นสิ่งที่ลืมไม่ได้ ก็คือการอุทิศบุญ “ข้าพเจ้าขออำนาจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โปรดดลบัลดาลให้บุญของข้าพเจ้าส่งมายังผู้ที่มาขอความช่วยเหลือด้วยเทอญ” สิ่งที่ปรากฏขึ้นมาในดวงจิตของผมก็คือชายแก่อายุประมาณ80 ปี แต่ดูท่าทางแข็งแรง แต่งกายด้วยชุดสีขาวแต่ชุดสีขาวกลับดูไม่ขาวมากนักดูขาวหม่นๆ มองดูก็รู้ว่าเป็นเทพ ผมจึงกำหนดจิตเพื่อพูดคุยสอบถามถึงความเป็นที่มาที่ไป

ผม      :       สวัสดีครับ

ตาทอง :        สวัสดีเช่นกัน

ผม      :        ท่านเป็นเทพใช่ หรือ ไม่

ตาทอง :     ใช่ ฉันเป็นเทพที่กำลังศึกษาธรรม และปฏิบัติธรรม

ผม      :  แล้วเมื่อสักครู่ท่านใช่ไหมที่ติดต่อผม ขอให้ผมช่วย

ตาทอง :  ใช่ฉันเองที่เป็นคนติดต่อ ที่ขอให้เธอช่วย

ผม      :  ก็ท่านเป็นเทพ เท่าที่ดูผมก็ว่าท่านก็ดูสบายดีไม่น่ามีเรื่องเดือดร้อนอะไรที่ต้องให้ผมช่วยเลย

ตาทอง :   ฉันมีเรื่องเดือดร้อนที่ต้องขอความช่วยเหลือจากเธอ

ผม      :   ถ้าเช่นนั้นเล่าให้ผมฟังได้ไหม

ตาทอง :     ฉันชื่อเดิมว่าทองใบเป็นคนที่วิหารแดง จังหวัดสระบุรี

ผม      :    ก็ไม่เห็นแปลกอะไร

ตาทอง :  เธอฟังก่อนฉันเป็นคนมีวิชาอาคมอยู่พอตัว ร่ำเรียนมาจากครูบาอาจารย์ ทางปลุกเสก ดูหมอจนอายุ  79 ปี ก็ตายตามอายุเมื่อตายลงก็ไม่ได้ไปไหนยังวนเวียนตามวัด ตามบ้านทั่วไป

ผม      :    เป็นสัมภเวสี ใช่ไหม

ตาทอง :  ใช่วนเวียนอยู่นานนับเกือบ 50 ปี

ผม      :  เอ้า! แล้วเจ้าหน้าที่ในนรกเขาไม่มารับตัวรึ

ตาทอง :  เขาคงเห็นว่าไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใครมั้ง อีกอย่างเขาคงเห็นว่าความดีและความชั่วก็ไม่มากเลยปล่อยให้รับกรรมบนโลกมนุษย์นี่

ผม      :  เท่าที่ฟังผมก็ว่าไม่เห็นเดือดร้อนอะไรที่ต้องการความช่วยเหลือจากผมเลยตอนนี้ก็ปฏิบัติธรรมอยู่ไม่ใช่หรือ

ตาทอง :   มีสิ ส่วนการปฏิบัติธรรมฉันก็เพิ่มเริ่มปฏิบัติมาไม่นาน

ผม      :   งั้นก็ว่ามา

ตาทอง :    เธอคงจำได้ว่าฉันมีอาคมสามารถปลุกเสกกุมารทองได้

ผม      :   จำได้ แล้วยังไงต่อครับ

ตาทอง :  ตรงนี้แหละไอ้ที่ฉันเสกกุมารทอง ฉันก็เสกตามประสาของฉันที่ได้ร่ำเรียนมาตามตำราของครูบาอาจารย์ พอฉันเสก ดวงจิตที่อยู่ใกล้ๆ มันวิ่งเข้ามาในรูปปั้นกุมาร

ผม      :  แล้วไงต่อ

ตาทอง :  ฉันทำบาปตรงนี้แหละคือ ฉันขังวิญญาณ ของคนอื่นไว้ในกุมารที่ฉันเสก ทำให้เขาไปไหนไม่ได้

ผม      :        จึงให้ผมช่วยปล่อยพวกเขาหรือ

ตาทอง :   ไม่ใช่ พวกนั้นน่ะพอเขาปฏิบัติธรรมเขาก็หลุดของเขา

ผม      :     แล้วจะให้ผมช่วยอะไร

ตาทอง :ฉันกลัวว่าฉันจะถูกจับมาทำกุมารบ้างนะสิแล้วถูกขังไปไหนก็ไม่ได้

ผม      :      แล้วจะให้ช่วยอะไรหรือ

ตาทอง :  ฉันกลัวว่ากรรมที่ฉันทำไว้กับคนอื่นโดยการเอาเขามาขังไว้จะทำให้ฉันต้องมาถูกขังบ้าง

ผม      : ผมก็ไม่รู้จะช่วยอย่างไรเหมือนกันถ้าอย่างไรผมถามอาจารย์ผมก่อนดีกว่า

ตาทอง :    ก็ดีเหมือนกัน

ผมกับตาทองคุยกันก็หาข้อสรุปยังไม่ได้จึงต้องปรึกษาผู้รู้กว่าผมคิดได้ดังนั้น ผมจึงโทรไปปรึกษาคนธรรมดา พร้อมกับเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟังคนธรรมดาได้ให้การแนะนำว่า กรรมของตาทองคือการทำให้คนอื่นถูกขังไว้  แต่แกไม่รู้ว่าเป็นกรรม เพราะแกเรียนมาจากตำราของครูบาอาจารย์ เก่าๆ แต่ก็มีความผิดเหมือนกันหากแกกลัวว่าจะถูกจับขังก็ให้ตาทองมาอยู่กับผมแล้วมาช่วยงานโดยอยู่ในรูปของเด็กกุมาร ถ้าอยู่กับผมตาทองจะมีความสุขมากกว่าอยู่กับคนอื่น ผมจึงถามความคิดเห็นของตาทองว่าแกเห็นด้วยไหม แกยินดีที่จะอยู่กับผมมากกว่าจะไปอยู่กับคนอื่น เมื่อได้ข้อสรุปผมจึงตั้งจิตอธิษฐานต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ถึงเจตนา ของผมที่มีต่อตาทองก็ให้ผลปรากฏ ตาทองกลายเป็นเด็กอายุประมาณ 9 ขวบแต่งตัวเป็นกุมารที่เราเห็นกันตามสถานที่ที่มีการจำหน่ายกุมารทองมีเครื่องประดับสวยงาม มองดูก็รู้ทันทีว่าสุขสบายแล้ว ผมได้คุยกับตาทองใบที่อยู่ในรูปของกุมารทองต่อ

ผม      :       ชอบแบบนี้ไหม

ตาทอง :         ชอบสิดูสบายกว่าเดิมอีก ดูเด็กลงด้วย

ผม      :        ต่อไปนี้ก็ช่วยเหลืองานที่ผมทำด้วยกันนะ

ตาทอง :        ต่อไปนี้จะให้ผมใช้ชื่อว่าอะไร

ผม      :      ผมนึกว่ามีชื่อเลย แล้วจะให้ใช้ชื่ออะไรดีล่ะ

ตาทอง :       แล้วแต่ท่านเลย

ผม      :        เอ้! คำพูดก็เปลี่ยนไปเหมือนจำอดีตไม่ได้แปลกดี ถ้าอย่างนั้นผมเรียกว่า ต้นทอง ก็แล้วกันส่วนจะอยู่ด้วยกันนานขนาดไหนนั้นก็แล้วแต่ตาทองเลยนะผมอนุญาตให้ไปได้โดยไม่ผูกมัดให้อยู่กันไปตลอดหรอกนะ ก็แล้วแต่ความสมัครใจตอนนี้ก็อยู่ด้วยกันก่อนนะ

ต้นทอง : ครับ

          พระพุทธศาสนาสอนเรื่องว่ากรรมมีผลต่อชีวิตและการไปสู่ภพภูมิใหม่ หากทำกรรมดี ก็จะไปเกิดในสุคติภูมิ (ได้แก่ โลกมนุษย์และสวรรค์) ถ้าทำกรรมชั่ว ก็จะไปเกิดในทุคติภูมิ (ได้แก่ เดรัจฉาน อสุรกาย เปรต และนรก) พระพุทธเจ้าตรัสเรื่อง ผลแห่งกรรม ที่ทำให้มนุษย์ประสบแต่สิ่งที่ไม่ดีถึง 7 ผลแห่งกรรมชั่ว และ ผลแห่งกรรม ที่ส่งผลให้มนุษย์ประสบแต่สิ่งที่ดีงามถึง 7 ผลแห่งกรรมดีด้วยกัน ดังปรากฏใน จูฬกัมมวิภังคสูตร

ครั้งพระพุทธเจ้าประทับ ณ พระเชตุพน วัดที่อนาถบิณฑิกเศรษฐีสร้างถวาย มีหนุ่มน้อยนามว่า “สุภมานพ” เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วทูลถามว่า

“ข้าแต่พระสมณโคดม เหตุและปัจจัยใดที่ทำให้มนุษย์แตกต่างกัน บางคนเกิดมาอายุสั้น บางคนเกิดมาอายุยืน บางคนเกิดมาไม่แข็งแรงมีโรครุมเร้า บางคนเกิดมามีสุขภาพร่างกายแข็งแรง บางคนเกิดมามีผิวพรรณไม่งาม บางคนเกิดมามีผิวพรรณงาม บางคนเกิดมาไม่มีอำนาจวาสนา บางคนเกิดมามีอำนาจวาสนา บางคนเกิดมารวย บางคนเกิดมาจน บางคนเกิดมาในครอบครัวที่ไม่มีฐานะ บางคนเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะ บางคนเกิดมาฉลาด แต่บางคนเกิดมาโง่เขลาเบาปัญญา”

พระพุทธเจ้าทรงตอบว่า

“มนุษย์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นสิ่งนำพาไปเกิด เกิดมาก็มีกรรม มีกรรมเป็นเครือข่ายปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ว่าเป็นญาติ เป็นคนรู้จัก มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ดำรงอยู่ได้ก็เพราะกรรม ดังนั้นการที่มนุษย์มีความแตกต่างกันเพราะไปตามแห่งกรรมที่ทำไว้”

…………………………….

อาจารย์ภณทัต แสนสัมฤทธ์

คนเคลียร์กรรม

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here