วิญญาณของต่างชาติตกนรก

มีคำถามอยู่คำหนึ่งที่ผมถูกถามแล้วผมต้องครุ่นคิดอยู่นานจึงเขียนออกมาเป็นเรื่องราวได้ คำถามที่ว่าก็คือมีวิญญาณของคนไทยเท่านั้นหรือที่ตกนรก เพราะผ่านทีไรก็เห็นแต่คนไทย เป็นคำถามที่ตั้งข้อสงสัยให้ผมอยู่ตลอดว่า ชาวต่างประเทศ เขาตกนรกหรือขึ้นสวรรค์เหมือนกันกับ
คนไทยไหม ทำอย่างไรดี เอาละสิ จะสอบถามใครได้ล่ะทีนี้ อ้อ ท่านพญายมราชสิ ท่านสามารถให้คำตอบกับผมได้มากที่สุด เมื่อคิดได้ดังนี้ ผมก็กำหนดสมาธิจิต เพื่อลงไปกราบท่านพญายมราชในนรกเบื้องล่าง สิ่งแรกที่ผมไม่ลืมก็คือ ข้าพเจ้าขออำนาจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โปรดดลบันดาลให้บุญของข้าพเจ้าส่งไปถึงท่านพญายมราชด้วยเทอญ หลังจากนั้นผมก็มานั่งอยู่ตรงบริเวณด้านหน้าของท่าน ผมก้มลงกราบท่าน

ผม :      “กราบสวัสดีท่านอีกครั้งครับ”

ท่าน :    “สวัสดีเหมือนกัน”

ผม :      “ผมมีข้อสงสัยที่จะสอบถามท่านสักนิดครับ”

ท่าน :    “มีอะไรเธอจงถามมา”

ผม :      “ก็เรื่องที่ว่านอกจากคนไทยแล้วเนี่ย ยังมีชนชาติอื่นที่เขาตกนรกอีกไหม”

ท่าน :    “มี ไม่ว่าจะเป็นชาติไหน ภาษาไหน ต่างก็ลงนรกแห่งเดียวกันนี่แหละ”

ผม :      “อ้าว ! หรือครับ แล้วผมไม่เห็นความแตกต่างกันเลยละครับ”

ท่าน :    “ก็เธอติดกับลักษณะของคนไทยก็เลยเห็นแต่คนไทย”

ผม :      “อ้อ ! ผมเห็นในหนังว่า นรกบางชาติเขามีความแตกต่างกับของคนไทย จริง ๆ แล้วมีความแตกต่างกันไหม”

ท่าน :    “ที่เธอเห็นนะเกิดจากจินตนาการเสียเป็นส่วนใหญ่”

ผม :      “บางทีก็เป็นผู้ดูแลนรกของต่างประเทศ อยากยึดสวรรค์มาเป็นของตน”

ท่าน :    “แล้วเธอเชื่อไหมละ”

ผม :      “ไม่ครับ ผมเคยฟังมาว่า คนต่างชาติเมื่อเขาตายก็มารวมกัน ณ สถานที่แห่งนี้”

ท่าน :    “เธอเข้าใจถูกต้องแล้ว”

ผม :      “ผมมองไปรอบ ๆ ผมก็แยกไม่ออกอยู่ดีว่า ใครเป็นใคร เพราะทั้งรูปร่างก็คล้ายกันหมด คือตัวดำเหมือนเจ้าเงาะป่าไม่มีผิด แล้วผมจะแยกออกได้อย่างไร”

ท่าน :    “ก็นั่นอย่างไรละ เธอมองตามรูปร่างไงล่ะ แต่หากมองไปที่จิตเธอก็จะพบความแตกต่างว่า รูปร่างเดิมเขาเป็นอย่างไร”

ผม :      “อ๋อ ! เป็นอย่างนี้นี่เอง ท่านพอจะมีตัวอย่างให้ผมดูไหมครับ”

ท่าน :    “มี เอาเรื่องอะไรล่ะ”

ผม :      “คงเป็นเรื่องของการฆ่าสัตว์ก่อนก็แล้วกัน”

ท่าน :    ได้ ถ้าเช่นนั้นเธอมองไปบริเวณด้านขวาของเธอ

ผมหันกลับมามองตรงบริเวณด้านขวามือก็ปรากฏร่างของชายคนหนึ่ง มีรูปร่างสูง ผิวคล้ำ ยืนกางแขน กางขา หลังพิงกำแพง ที่บริเวณขาและแขนทั้งสองข้างถูกตรึงด้วยโซ่ โอ้ คุณพระ สิ่งที่ผมเห็นต่อจากนั้นก็คือ    นายนิรยบาล 2 คน นำไม้ท่อนยาวประมาณ 3 ฟุต ขนาดประมาณข้อมือ กระหน่ำตี ที่เรียกว่า กระหน่ำก็กระหน่ำจริง ๆ เพราะต่างฝ่ายต่างตีแบบไม่นับ ร่างของชายคนนั้นโอนไปเอนมา หากไม่มีโซ่ที่ผูกไว้ที่บริเวณข้อมือและขาแล้วก็คงต้องกระเด็นไปไกลแน่ ๆ เพราะแรงที่ตีแต่ละที หนักหน่วงเอาการอยู่ เรียกว่าตีแบบสุดแรงเกิด เสียงของชายคนนั้นโหยหวน ฟังดูแล้วขนลุกชันไปทั้งตัว เสียงไม่เหมือนกับคนร้อง แต่เหมือนสัตว์มากกว่า เหมือนกับควายที่กำลังได้รับความทุกข์ทรมาน สิ่งที่ตามมาก็คือ นายนิรยบาลคนหนึ่งถือมีดที่มีความยาวประมาณ 1 ฟุต มากรีดไปตามตัวของชายคนนั้น เลือดที่เปรอะตามตัวว่า น่ากลัวแล้ว แต่เลือดสด ๆ ที่ไหลออกมาตามบาดแผลน่ากลัวกว่าไหลออกมาเหมือนน้ำหยดตามพื้นเต็มไปหมด ต่อจากนั้นนายนิรยบาลก็ลอกหนังของชายคนนั้นแบบสด ๆ ลอกจนหมดทั้งตัว เหลือแต่เนื้อแดง ๆ ที่ยืนอยู่เลือดสด ๆ ไหลนองพื้นไปหมด ต่อจากนั้นนายนิรยบาลที่ถือมีดก็นำมีดมาผ่าไปตรงบริเวณท้องของชายคนนั้น ตั้งแต่สะดือจนไปถึงหน้าอก ต่อจากนั้นก็นำเครื่องในออกมากองไว้ตรงแท่นศิลาที่อยู่ใกล้ ๆ หลังจากนั้นนายนิรยบาลก็ชำแหละเนื้อของชายคนนั้นออกมาเป็นชิ้น ๆ กองไว้ ตรงแท่นศิลาที่วางหนังกับเครื่องในไว้เมื่อสักครู่นี้ เมื่อหันไปดูชายคนนั้นอีกครั้ง ก็ปรากฏว่าเหลือแต่โครงกระดูก แต่ที่น่าแปลกใจก็คือยังมีเสียงร้องออกมาจากโครงกระดูกนั้นตลอดเวลา นายนิรยบาลเมื่อเห็นว่าชำแหละเนื้อออกมาหมดแล้วก็หันไปที่เครื่องในที่กองไว้แล้วหยิบหัวใจที่กำลังเต้นตุบ ๆ ชูขึ้นมาแล้วก็บีบจนหัวใจดวงนั้นเละคามือ ชายคนนั้นที่อยู่ในรูปของโครงกระดูก กรีดร้องออกมาจนสุดเสียง เป็นครั้งสุดท้าย หลังจากนั้นนายนิรยบาลที่อยู่ตรงบริเวณนั้นก็นำน้ำชุบชีวิตมาพรมตรงบริเวณชิ้นส่วนของร่างกายที่บนแท่นศิลาและโครงกระดูก ก็ปรากฏเป็นร่างชายคนนั้นอีกครั้ง ชิ้นส่วนของร่างกายที่วางอยู่บนแท่นศิลาก็หายไป ผมละสายตาจากภาพดังกล่าวแล้วหันมาพูดกับท่านพญายมราช

ผม :      “ชายผู้นี้เขาทำกรรมอะไรครับ”

ท่าน :    “ชายผู้นี้เขาฆ่าควายเป็นอาชีพ ในบางครั้งควายที่เขาฆ่ายังไม่ทันตาย เขาก็ลอกหนังออกมาเลย ก็ต้องถูกลอกหนังบ้าง”

ผม :      “เขาต้องถูกลงโทษนานสักแค่ไหนครับ”

ท่าน :    “ต้องถูกลงโทษแบบนี้ถึง 600 ปีมนุษย์ ส่วนดินแดนอื่นอีกเป็น 1,000 ปี หลายแดนกว่าจะหมดกรรมนับเวลาเกือบ 10,000 ปี กว่าจะขึ้นไปเมืองมนุษย์ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นมนุษย์นะ”

ผม :      “น่าสงสารเขาอยู่นะครับ”

ท่าน :    “ทำอย่างไรได้เขามีความเชื่อแบบผิด ๆ เอง ก็ถือได้ว่าเขาเลือกทางของเขาเอง”

ผม :      “แต่เมื่อเขาเกิดเป็นมนุษย์เขาก็จำไม่ได้อยู่ดีว่าเขาเคยกระทำผิดอะไรมา”

ท่าน :    “นั่นก็ถือว่ามันเป็นกรรมของเขาเอง”

ผม :      “มันก็ถูกแต่ถ้าหากเขาจำได้ว่าทำแบบนี้มันผิด ผมรับรองได้ว่าไม่มีใครที่ทำผิดอย่างแน่นอน”

ท่าน :    “เราเข้าใจแต่มันเป็นกฎของธรรมชาติ เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงมันได้ แต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นจะถูกบันทึกไว้ภายในจิตใต้สำนึกเหมือนกัน ที่มนุษย์เรียกมันว่า สำนึกผิดชอบชั่วดีนั่นอย่างไร”

ผม :      “อ๋อ ! เป็นแบบนี้นี่เองมนุษย์ถึงมีความคิดแยกแยะได้ว่าแบบใดผิดแบบใดถูก แต่เพราะกรรมที่สนองช้าเกินไปเลย มองไม่เห็นว่าเป็นความผิดหรือถูก เลยเลือกที่จะทำชั่วดีกว่าเพราะผลตอบแทนรวดเร็วกว่า”

ท่าน :    “ก็อย่างที่เธอเข้าใจนั่นแหละ คนที่มีบุญจึงเลือกที่จะไม่ลงมาเกิดกัน แล้วเธอมีคำถามเพิ่มเติมอีกไหม”

ผม :      “ครับ แล้วชาติอื่นๆ เขามารับโทษในดินแดนนี้เหมือนกันหรือเปล่า”

ท่าน :    “ก็อย่างที่เข้าใจนั่นแหละทุกชาติทุกศาสนาต้องมาสู่ดินแดนแห่งนี้เหมือนกัน”

ผม :      “แล้วจากเรื่องราวที่ผมรับรู้มาว่า คนที่เขาเป็นชาติอื่นบางคนเขาเห็นว่านรกมีความแตกต่างจากคนพุทธเห็น”

ท่าน :    “ถูกต้องแล้ว เพราะบางชาติเขาทำสมาธิจิตยังมีกำลังไม่เต็มที่ สิ่งที่เขาเห็นเลยไม่ชัดเจนมากเท่าที่ควร”

ผม :      “ผมเข้าใจแล้ว หมดคำถามแล้วครับ”

ท่าน :    “อย่างนั้นก็พักเรื่องราวไว้เท่านี้ก่อน หากมีปัญหาข้อสงสัยเธอก็ลงมาสอบถามได้”

จากเรื่องนี้ผมได้ข้อสรุปที่ว่า ทุกชาติ ทุกศาสนา มีสถานที่แห่งการลงทัณฑ์สถานที่เดียวกัน แต่การมองแตกต่างกันไป ตามความเข้าใจของตัวเองเท่านั้น

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here