หน้าแรก เห็นกรรม คนรักสัตว์ควรอ่าน “เลี้ยงสัตว์อาจติดกรรมได้” โดย อาจารย์ภณทัต แสนสัมฤทธ์ : คนเคลียร์กรรม

คนรักสัตว์ควรอ่าน “เลี้ยงสัตว์อาจติดกรรมได้” โดย อาจารย์ภณทัต แสนสัมฤทธ์ : คนเคลียร์กรรม

527
0

กรรมของนักเลี้ยงนก

                สัตว์เลี้ยงใครเป็นผู้กำหนดว่าสัตว์ประเภทนั้น ประเภทนี้เป็นสัตว์ที่มนุษย์สามารถนำมาเป็นสัตว์เลี้ยงได้  ผมเองก็ยังไม่สามารถบอกออกมาได้เหมือนกันว่าใครเป็นผู้กำหนดไว้แบบนี้  ตอนนี้ยังมีสัตว์อีกประเภทหนึ่งที่มนุษย์ที่มีความคิดอันประเสริฐกว่าสัตว์อื่นบนโลกนิยมจับมาเลี้ยงกันอย่างมาก   บางคนชอบเพราะมันมีสีสันสวยงาม  บางคนชอบเพราะมันมีเสียงที่ไพเราะจนต้องจัดการประกวดประชันขึ้น สัตว์ชนิดนั้นมีชื่อเรียกว่า “นก”

เมื่อพูดถึงนก  น้อยคนที่ไม่รู้จัก  แต่บางคนกลับไปนึกถึงชื่อ “น้องนก”  นกที่ว่านี้ ผมไม่ได้หมายถึงคน  แต่หมายถึงสัตว์ที่มีปีก  บางชนิดบินได้  บางชนิดบินไม่สามารถบินได้ก็แล้วแต่ประเภทหรือชนิด  มีให้เห็นโดยทั่วไปไม่ว่าจะเป็นชนิดที่มีสีสันสวยงาม หรือชนิดที่มีเสียงไพเราะจนเป็นที่ชื่นชอบของมนุษย์  จนในบางครั้งมีคนเปรียบออกมาว่า  อยากมีอิสรเสรีเหมือนดังนก  แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่นำนกมาเลี้ยงให้อยู่แต่ภายในกรงขัง  ให้ขาดซึ่งอิสรภาพของการบินไป  ผมมีเหตุการณ์ที่จะเล่าให้ฟัง  เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับกรรมของการกักขังนก  เมื่อต้นปี 2556 ผมได้มีโอกาสไปเดินตลาดนัดตอนเย็นๆ  จะมีสิ่งที่ให้เราสามารถเลือกซื้อเลือกหาได้ตามต้องการ  และตามตลาดนัดนั้นมีให้พบอยู่บ่อยๆ ก็คือวัตถุมงคล  ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบวัตถุมงคลได้ไปเดินในตลาดแห่งนี้เช่นกัน  ผมเดินหยิบวัตถุมงคลชิ้นนั้นชิ้นนี้ที  พลันสายตาไปปะทะกับอะไรบางอย่างเป็นวัตถุสีดำ  ลักษณะเหมือนตุ๊กตาดินปั้น  สูงประมาณเกือบ  2  นิ้ว  ความโตขนาดด้ามปากกาอยู่ในลักษณะท่ายืน  ด้วยความสงสัยจึงเอื้อมมือไปหยิบวัตถุนั้นขึ้นมาพิจารณา  พลันมีพลังอะไรบางอย่างเข้ามาปะทะทำให้ขนแขนลุกขึ้นมา  ผมสะดุ้งนิดหนึ่ง  ผมนึกในใจ อืม แปลกดี  จึงสอบถามราคากับคนขาย  ต่อรองราคากันเป็นที่น่าพอใจแล้ว นำติดตัวผมกลับมาบ้านด้วย  ระหว่างเดินทางกลับมายังบ้าน  ผมรู้สึกมีใครเดินตามมาตลอด  แต่ก็ไม่สนใจอะไร  เพราะเป็นเรื่องปกติของผมอยู่แล้วที่มีบุคคลจากโลกทิพย์ติดตาม  แต่ให้แปลกใจตรงที่รู้สึกเย็นหลัง เหมือนมีลมพัดมาปะทะหลังเบาๆ  อยู่เป็นระยะ  เมื่อมาถึงบ้านด้วยความสงสัยจึงกำหนดจิต  ได้พบกับชายร่างใหญ่กำยำ  แต่งกายคล้ายชาวบ้านสมัยโบราณที่เราดูหนังย้อนยุค  ถอดเสื้อ  กล้ามเป็นมัดผิวคล้ำ ดวงตาแดงกล่ำ  ผมจึงทักออกไป  (การสนทนา  ผมขอใช้ชื่อเขาว่านก  เพราะเขาไม่มีชื่อ)

ผม : สวัสดีครับ

นก : สวัสดี

ผม :  ท่านใช่ไหมที่เดินตามผมมาตลอด

นก :  ใช่ ข้าเอง

ผม :  ท่านมากับวัตถุนี้ใช่ไหม

นก : ใช่  ข้ามากับวัตถุชิ้นนี้

ผม : แล้วท่านมาอยู่ในวัตถุชิ้นนี้ได้อย่างไร

นก : ข้าเป็นคนทางชายแดนเขมร  ทำมาหากินด้วยการทำไร่ทำนาหาของป่าทางจังหวัดสุรินทร์  อายุ 60 ปี  ก็ตายด้วยไข้ป่า

ผม : ตายแล้ว  ไปไหนต่อ

นก : ตายแล้วก็ยังวนเวียนไม่ได้ไปไหน

ผม : ตายจากคนนานหรือยัง

นก : ร่วมเกือบ 100 ปีแล้วกระมัง

ผม : หลังจากตายแล้วไม่มีเจ้าหน้าที่จากยมโลกมาพาตัวไปยังแดนนรกหรือ

นก : ไม่เห็นมีใครมาเลย

ผม : ถ้าอย่างนั้นก็เป็นสัมภเวสีเร่ร่อนตั้งเป็น 100 ปี

นก : ใช่  ข้าต้องทนหิว  ต้องหาเศษอาหารเพื่อประทังความหิว  บางทีก็ต้องไปแย่งพวกเปรตมันกินศพคน

ผม : แล้วเป็นแบบนั้นนานไหม

นก : เกือบ 50 – 60 ปีน่าจะได้

ผม : อ้อ นี้คงเป็นการชดใช้กรรมของท่านล่ะสิ  แล้วตอนมีชีวิตไม่ได้ทำบุญบ้างหรือ

นก : ก็ทำ  ทำกับพระธุดงค์บ้าง

ผม : แล้วทำไมไม่ภาวนาละ  จะได้ขึ้นสวรรค์

นก : ทำไม่เป็น  ไม่มีใครสอน

ผม : แล้วไปอย่างไร  ถึงมาอยู่ในรูปปั้นนี้ได้

นก : ข้าเดินอยู่ดีๆ  ก็มีพลังอะไรไม่รู้มาดึงให้ข้ามา

ผม : มากันหลายรายไหม

นก : ก็มีหลายรายอยู่

ผม : เขาเรียกให้มาอยู่ในรูปปั้นนี้นะรึ !

นก : ข้าก็ถูกดึงให้มาอยู่ในนี้เลย

ผม : แล้วมาอยู่มีรูปร่างอย่างนี้เลยหรือเปล่า

นก : ก็มีสภาพและรูปร่างอย่างนี้เลย

ผม : อยู่อย่างนี้นานหรือยัง

นก : เกือบ 30 ปีแล้วเห็นจะได้

ผม : อยู่อย่างนี้สบายดีไหม

นก : ไม่สบายเลยสักนิด

ผม : ทำไมละฤทธิ์ก็มี  จะกินอะไรก็ได้กิน  จะไปไหนมาไหนก็สะดวก  สบาย

นก : สบายอะไรยังกับติดคุก  จะไปไหนมาไหนก็ไม่ได้  เกินระยะห่างรูปปั้นนี้

ผม : เอ้า !  คิดว่าชอบเสียอีก

นก : ชอบที่ไหนกัน

ผม : แล้วจะให้ช่วยอย่างไร

นก : ช่วยปล่อยให้ข้าเป็นอิสระที

ผม : เดี๋ยว  ! ผมจะลองทำดูก็แล้วกัน

นก : ช่วยปล่อยให้ข้าเป็นอิสระทีเถอะ

ผม : ข้าพเจ้าขออำนาจพระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์  โปรดดลบันดาลให้เสียงของข้าพเจ้าดังไปถึงครู – อาจารย์ของผู้สร้างวัตถุนี้  “ข้าพเจ้าขออนุญาตท่านปลดปล่อยดวงวิญญาณที่ถูกกักขังในวัตถุนี้  เนื่องจากเขาทุกข์ร้อนจากการถูกกักขัง  ขอท่านโปรดอนุญาตเทอญ”

ผมประกาศอยู่แบบนี้  3 หน จึงได้กำวัตถุนั้นไว้ในมือต่อจากนั้น  ผมอธิษฐานถามต่อ
ครู – อาจารย์ของผมว่าท่านอนุญาตหรือเปล่า  ท่านกรุณาตอบว่า  เขาอนุญาตแล้ว  ต่อจากนั้น  ผมอธิษฐานต่อว่า “ข้าพเจ้าขออำนาจพระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์ โปรดดลบันดาลให้อาคมที่ผูกมัดวิญญาณดวงนี้จงสลายไปด้วยเทอญ ” ผมอธิษฐานอยู่  3 หนด้วยกัน  แต่ละครั้งจะมีลำแสงสีขาวสว่างลงมาจากบนฟ้ามายังวัตถุในมือ  ต่อจากนั้นผมกำหนดจิตอีกครั้ง  เพื่อดูวิญญาณในวัตถุนั้นอีกครั้ง  ผลปรากฏว่า วิญญาณดวงนั้นก็คงอยู่กับวัตถุนั้นเช่นเดิม  เอ้า ! ทำไมเป็นแบบนี้  ผมนึกในใจ  สงสัยมนต์ที่มัดวิญญาณคงยังไม่หมด  ผมจึงอธิษฐานจิตอีกครั้ง   โดยอธิษฐานเช่นเดิม  แล้วกำหนดจิตเพื่อดูวิญญาณนั้นอีกครั้ง  ก็ให้ผลปรากฏเช่นเดิม  แต่ที่น่าแปลกกว่านั้นก็คือมนตราที่อยู่ในวัตถุนั้นได้สลายไปหมดแล้ว  ทำให้ผมสงสัยเป็นอย่างยิ่ง  เพราะผมไม่เคยพบเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนเลย  เอาแล้วสิ  เกิดอะไรขึ้นหว่า  ด้วยความสงสัยจนอดรนทนไม่ได้  จึงกำหนดจิตขออนุญาตถามผู้รู้ดีกว่า  นึกดังนั้นได้กำหนดเพื่อหาคำตอบ  ท่านก็ใจดีให้ความกรุณาตอบข้อสงสัยของผมว่า “ให้กลับไปถามวิญญาณดวงนั้นเอง” เอาสิครับผมเลย ง 2 ตัวเข้าไปใหญ่เลย  เอาก็เอา  ถามก็ถาม

ผม : ผมมลายมนต์หมดแล้วหรือยัง

นก : อาคมที่ผูกมัดตัวข้า มันสลายไปหมดแล้ว

ผม : แล้วท่านยังไม่ไปอีกหรือ

นก : ยังไปไม่ได้

ผม : ทำไมล่ะ

นก : ไม่รู้เหมือนกัน

ผม : ทั้งที่มนต์ก็สลายไปหมดแล้วนะ

นก : ใช่ อาคมมันก็หมดไปตั้งนานแล้ว

ผม : แปลกใจจัง

นก : ข้าจะพ้นได้ไหม  ช่วยข้าด้วย

ผม : แล้วตอนเป็นมนุษย์ทำอาชีพอะไร

นก : ตอนเป็นมนุษย์ทำอาชีพ  ทำไร่ทำนา หาของป่าขาย

ผม : นอกนั้นไม่ได้ทำกรรมอะไรเลยหรือ

นก : ไม่รู้เลย

ผม : เคยขังอะไรไว้นานๆไหม  เพราะว่าน่าจะเป็นกรรมขังอะไรไว้ถึงได้ถูกขังไว้อย่างนี้

นก : ข้าชอบเลี้ยงนก  ข้าเลี้ยงนกขุนทองไว้หลายตัว

ผม : แล้ววิธีการเลี้ยงล่ะ

นก : ข้าเลี้ยงนกขุนทองด้วยส้มสุก  ลูกไม้ และข้าวขยำพริกแดงให้มันกินจนมันพูดได้  ข้าชอบดูมันเพลินดี

ผม : นั้นไงเล่า ! เคยขังนกมานั่นเอง  ถึงได้รับกรรมนี่ไง  เลยถูกขังขาดอิสระไปไหนมาไหนไม่ได้ แล้วเลี้ยงมันอยู่นานไหม

นก : ก็เลี้ยงมันไว้จนมันตายนั่นแหละ

ผม : กรรม  แล้วเคยถามนกมันไหมว่า มันอยากอยู่แบบนี้ด้วยหรือเปล่า

นก : จะไปรู้มันรึ !  เพราะข้าคุยกับมันไม่รู้เรื่องนี่นา

ผม : ก็นกขุนทองมันพูดได้

นก : มันพูดแต่ว่า “พ่อจ๋าๆ” แล้วข้าจะรู้เรื่องอะไร

ผม : กรรม

นก : แล้วข้าจะเป็นแบบนี้อีกนานหรือเปล่า

ผม : ไม่รู้เหมือนกัน  ถ้าอย่างนี้แสดงว่าต้องอยู่อย่างนี้จนหมดกรรมนั้นแหละ

นก : มีวิธีให้ข้าหลุดพ้นจากกรรมนี้เร็วๆไหม

ผม : ก็ภาวนา พุท – โธ เข้าไว้  ระลึกถึงกรรมแล้วสำนึกผิด  ขอขมาต่อนายเวรเสีย  ดูจิตที่มันเคลื่อนไปก็ได้

นก : จะลองทำดู  เพราะที่นี่ก็นั่งสมาธิกัน  มีคนสอนสมาธิ

ผม : งั้นก็อยู่ด้วยกันที่นี่  กรรมหมดแล้วก็ไป

นก : ข้าขออยู่ด้วยก็แล้วกัน

ผม : ตามสบาย

นก : ขอบใจที่ช่วยข้า

ผม : ไม่เป็นไร ผมขอพอแค่นี้ก่อน  เดี๋ยวค่อยคุยกันใหม่

จากนั้นเป็นต้นมา นกก็ยังอยู่กับผม  ปฏิบัติภาวนาเพื่อให้พ้นกรรมที่ตัวสร้างไว้เมื่อตอนที่ยังมีชีวิต  เขาจะหมดกรรมเมื่อไรก็ยังหาคำตอบไม่ได้  เมื่อผิดแล้วรู้จักแก้ไขก็ยังสามารถกลับตัวกลับใจ  ก็ยังน่าให้อภัย แต่หากผิดแล้วยังไม่ได้หาทางแก้ไข  แต่กลับทำผิดซ้ำๆ ลงไปอีกแล้วเช่นนี้เขาจะหมดกรรมเมื่อใด

…………………………………………

อาจารย์ภณทัต แสนสัมฤทธ์

คนเคลียร์กรรม @nlz8809

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here